Outliers รู้ไว้ว่าเพราะอะไรใครบางคนจึงประสพความสำเร็จ
หยิบเล่มนี้อ่านทีหลัง แต่แซงจบก่อนเล่มอื่นๆ Outliers: The Story of Success โดย Malcolm Gladwell ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้แม้จะดูใหญ่และหนาแต่พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟอย่างหนา ส่วนที่เป็นเนื้อหามีเพียงสองร้อยกว่าหน้าเท่านั้นเอง (ครึ่งเดียวของ Microtrends) แล้วขนาดที่ดูกว้างใหญ่ จริงๆ แล้วตัวพิมพ์ข้างในก็ใหญ่ตาม แต่อีกส่วนที่สำคัญก็คือ Malcolm Gladwell เขียนดีจนอ่านแล้วไม่อยากวาง ในฐานะนักเขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ เขามีวิธีโปรยเรื่องแล้วทิ้งท้ายจนล่อลวงคนอ่านที่อยากรู้อยากเห็นให้อ่านต่อไปทีละอีกนิดหนึ่งแล้วก็อีกนิดหนึ่ง

Outliers เป็นหนังสือที่จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือประเภทที่ถอดรหัสความสำเร็จของคน ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก มีเรื่องราวมากมายที่อธิบายความสำเร็จของบุคคลสำคัญทั้งหลายในวงการต่างๆ ทำให้เราเข้าใจประวัติของเขา วิธีคิด วิธีตัดสินใจของคนเหล่านั้น ความสามารถ คุณลักษณะเฉพาะที่ควรเอาเยี่ยงอย่างหากประสงค์ความสำเร็จเช่นนั้น คราวนี้ Gladwell มาชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งของความสำเร็จ ด้วยการบอกใบ้กลายๆ ว่า คนอื่นๆ ที่ทำเหมือนๆ กันนั้น อาจไม่ประสพความสำเร็จเลยก็ได้ หากปราศจากโชคและโอกาส เขาบอกว่าอย่างนี้…
What is the question we always ask about the successful? We want to know what they’re like -what kind of personalities they have, or how intelligent they are, or what kind of lifestyles they have, or what special talents they might have been born with. And we assume that it is those personal qualities that explain how that individual reached the top.
…
In Outliers, I want to convince you that these kinds of personal explanations of success don’t work. People don’t rise from nothing. We do owe something to parentage and patronage. The people who stand before kings may look like they did it all by themselves. But in fact they are invariably the beneficiaries of hidden advantages and extraordinary opportunities and cultural legacies that allow them to learn and work hard and make sense of the world in ways others cannot. It makes a difference where and when we grew up. The culture we belong to and the legacies passed down by our forebears shape the patterns of our achievement in ways we cannot begin to imagine. It’s not enough to ask what successful people are like. In other words, it is only by asking where they are from that we can unravel the logic behind who succeeds and who doesn’t.
น่าสนใจมากทีเดียวนะ คิดเหมือนเราเป๊ะเลย เราเองก็เคยไล่เลียงประวัติคนแล้วสรุปได้คล้ายๆ อย่างนี้แหละ แต่ยังไม่ถึงขั้น generalize ได้อย่างนี้ เขียนเหมือนใจเลย

อ่านเรื่องแรกเกี่ยวกับสุขภาพก็โอเค ฟังดูมีเหตุผล พออ่านเรื่องถัดไป เล่าเรื่องเด็กๆ แล้วสรุปว่าเด็กโตได้เปรียบเด็กเล็ก เพราะกำหนดการตัดตัวหรือเริ่มเรียนปีละครั้งทำให้เด็กเริ่มต้นด้วยระดับ maturity ที่ต่างกันตามเดือนเกิด เด็กโตผลการเรียนรู้ดีกว่าเพราะได้เปรียบกันหลายเดือน ก็เลยมีโอกาสได้เรียนมากกว่า ได้รับการส่งเสริมมากกว่า ได้รับการคัดเลือกไปสู่ชั้นเรียนที่ดีกว่าเนื่องจากมีการคัดตัวโดยดูจากผลการเรียนมาตั้งแต่เด็ก อ่านถึงตรงนี้เราก็ขยับจะเถียงนะ เพราะตัวเราเองเด็กเกือบที่สุดในชั้นมาตลอด เพราะเข้าอนุบาลตั้งแต่ยังไม่เต็มสามขวบ แต่จนจบชั้นประถมก็ยังไม่เคยเจอชั้นเรียนไหนยากสักที ผลการเรียนสมัยเด็กๆ ดีเด่นอย่างไม่น่าเชื่อโดยไม่ขึ้นกับอายุ พอดีได้อ่านเรื่องถัดไปเสียก่อน Gladwell พูดถึง “ชั่วโมงบิน” เขาสรุปว่าจะเก่งอะไรจริงๆ ต้องได้ทำมา “หมื่นชั่วโมง” ขนาดโมสาร์ท ที่ว่าแต่งเพลงได้ดี เพลงที่จัดอยู่ในชั้น “ดี” ของเขา แต่งเมื่ออายุยี่สิบเอ็ด คือได้แต่งเพลงมาแล้วสิบห้าปีถึงจะผลิตชิ้นงานชั้นดีได้ ตัวเราเองยังหัดเขียนไม่ถึงหมื่นชั่วโมงตอนเข้าอนุบาล แต่ก็เขียนอ่านมามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งชั้นแล้วแน่ๆ เพราะแม่สอนอ่านสอนเขียนได้จนจบเล่มแล้วถึงจูงมือไปโรงเรียน (กลัวลูกไม่ได้ที่หนึ่ง-เสียหน้า) คือเราได้เรียนก่อนคนอื่นหนึ่งปี ชั่วโมงบินเราก็มากกว่าคนอื่นๆ อยู่ดี เรียนสู้เขาไม่ได้ก็แย่แล้ว … พอเริ่มเข้ามัธยม ความได้เปรียบอันนี้หายไป เพราะคนอื่นๆ ที่ขยันๆ เขาทุ่มเทจนแซงหน้าไป ส่วนเรายัง chill chill อยู่ ถ้ายังงั้น Gladwell ก็น่าจะพูดถูก
ครึ่งแรกของหนังสือพูดถึง “โอกาส” สรุปได้ว่าคนประสพความสำเร็จต้องเก่ง “พอตัว” คือความฉลาด ความเก่ง ความสามารถ ต้องผ่านระดับธรณีประตู (threshold) ได้เสียก่อน ถ้าไม่เก่งจะเอาอะไรมาสำเร็จ แต่เมื่อผ่านระดับนั้นมาแล้ว เก่งมากเก่งน้อยไม่สำคัญ ไอคิว 140 ไม่ใช่จะสำเร็จมากกว่าคนไอคิว 114 มันคัดได้แค่ผ่านหรือตก ดังนั้น ถ้าเก่ง “พอตัว” ที่เหลือขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม จังหวะ โอกาส และอื่นๆ ทำนองนี้ ซึ่งนาทีทองสำหรับสิ่งนั้นๆ จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะกับคนในบางเชื้อชาติ บางสถานที่ บางชนชั้น บางยุคสมัย เท่านั้น อย่างเช่นถ้าคุณเกิดเร็วสักหน่อยแล้วมีแววด้านคอมพิวเตอร์ IBM ก็อาจจะจ้างคุณไปอยู่ในอาณาจักรสีฟ้า และแล้ว คุณก็จะไม่สนใจพีซีและไม่เสียเวลามานั่งพัฒนาโปรแกรมสำหรับมัน เมื่อคุณมีครอบครัวอบอุ่นและมีงานทำที่มั่นคงในบริษัทระดับโลกแล้ว คนจะเอาบุกเบิกด้านพีซีได้ต้องโตพอและอยู่ในฐานะที่จะซื้อพีซีรุ่นแรกมาเล่นในโรงรถได้ แต่ต้องอยู่ในวัยที่ไม่มีใครจ้างทำงานประจำ ก็คือคนในรุ่นของบิลล์ เกตส์ และสตีฟ จอบส์ พอดี แต่ทำไมถึงต้องเป็นสองคนนี่ ไม่ใช่คนอื่น ก็มีคำอธิบายอื่นๆ อีก สรุปคือสิ่งทั้งหลายมาประจวบกันพอดี
สิ่งที่ Gladwell แนะก็คือ หากมันไม่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญล่ะ หากวัยรุ่นอื่นๆ มีโอกาสเท่ากับที่เกตส์มี และหากอีกหลายๆ คนมีโอกาสเท่าที่อีกหลายๆ คนมี เราก็อาจจะมีคนสำเร็จในระดับนั้นมากกว่าแค่ไม่กี่คน หากคนจำนวนมากมายได้โอกาสที่จะอยู่กับอะไรบางอย่างที่เขาถนัดเป็นเวลาที่มากพอ และเมื่อจังหวะสำคัญมาถึง เขาก็ได้อยู่กับสิ่งนั้นมาครบหนึ่งหมึ่นชั่วโมงแล้วและพร้อมที่จะแสดงฝีมือ
รู้อย่างนี้ก็ดี เราก็อยากสำเร็จ จะได้เอาตัวไปอยู่ในโอกาสต่างๆ ให้ถูกที่ถูกเวลากับเขาบ้าง …อาจจะต้องเริ่มจากการขยันขันแข็งกับเรื่องราวบางเรื่องมากกว่านี้ จริงๆ ก็เห็นๆ อยู่นะ ว่าคนทำอะไรจริงจัง ทำซ้ำยืนหยัด มุ่งไปข้างหน้าลูกเดียวไม่หวั่นไหวว่อกแว่ก มักสำเร็จมากกว่าพวกพกพรสวรรค์ หรือสติปัญญามามากๆ แต่ไม่ขยันทุ่มเท
ส่วนที่สองของ Gladwell พูดถึง Legacy หรือสิ่งที่คนเราควบคุมไม่ได้ เป็นเรื่องฟ้าลิขิต สนุกดี ใครจะนึกว่าส่วนใหญ่เครื่องบินตกเพราะปัญหาเรื่อง “วัฒนธรรม” อุตส่าห์ไปค้นคว้ามา ใครว่าวัฒนธรรมไม่สำคัญ วันหลังจะเขียนถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่วันนี้ว่ากันถึงเล่มนี้ก่อน เรื่องที่เลือกมาอธิบายแต่ละเรื่องแปลกเหลือเชื่อทั้งนั้น อย่างเช่น ในสังคมอเมริกันอพยพสมัยคาวบอยโน้น เมืองที่มีคนยิงกันล้างโคตรมากที่สุดคือเมืองขนาดเล็กซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาสูง ที่เครื่องบินตกเพราะปัญหาด้านวัฒนธรรม เด็กจากสังคมที่ทำนา (rice paddies) คิดและคำนวณเก่งกว่าเด็กฝรั่ง อย่างนี้เป็นต้น …เราเลือกเกิดไม่ได้ และเมื่อโตป่านนี้แล้วก็ยากจะกำจัดผลลัพธ์ทางวัฒนธรรมออกไป ได้แต่ทำความเข้าใจมันเท่านั้น
สุดท้ายมีเรื่องเด็ด Gladwell ปอกเปลือกวงศ์ตระกูลตนเองว่าการที่เขามีชีวิตอย่างที่มีในปัจจุบันได้นั้น เกิดจากความบังเอิญเชิงกาละและเทศะเพียงไหน และเขา “ติดค้าง” ใครมาบ้างกว่าจะได้โอกาสที่ดีกว่าบรรพบุรุษ … อ่านแล้วนึกถึงเรื่อง “ลูกผู้ชาย” ที่แปลโดยเทศภักดิ์ นิยมเหตุ เมื่อหลายปีที่แล้ว

คนเขียนก็ขยันค้นคว้าจริงๆ งานวิจัยที่เขาทำเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ แต่เอกสารที่นำมาอ้างอิงจำนวนมาก ก็เป็นการใช้ผลงานวิจัยเชิงปริมาณ จุดเด่นของ Gladwell คือเขามองเห็นความเชื่อมโยงต่างๆ และนำเสนอมันออกมาในแง่มุมที่ประยุกต์เข้ากับชีวิตคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ พนันกันก็ได้ ใครอ่านเล่มนี้ต้องย้อนคิดถึงตัวเองและครอบครัวทุกคนไป
อ่านแล้วมีความสุขนะ ไม่ใช่ว่าหนังสือที่ชี้ให้เห็นว่าคนที่เขาสำเร็จน่ะ มันขึ้นกับตัวเองนิดเดียว แต่ขึ้นกับจังหวะ โอกาส และฟ้าลิขิตเสียเยอะมาก พออ่านแล้วจะต้องรู้ศึกเศร้า ภาษาปรัชญาเขาเรียกข้อสรุปเชิงนี้ว่า “นิยัตินิยม” หรือ “Determinism” ตอนเรียนปรัชญาพวกนั้น หรือตอนที่ติดตามอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ชุดสถาบันสถาปนาและชุดหุ่นยนต์ของ Isaac Asimov จนจบแล้วพบว่ามนุษย์ไม่ได้ลิขิตชีวิตตัวเอง รู้สึกหดหู่มากเลย แต่คราวนี้ไม่ อ่านจบแล้วรู้สึกขอบคุณ รู้สึกดี รู้สึกว่าเราได้รับสิ่งดีๆ มาจากคนอื่นมหาศาล แม้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความเสียเปรียบ ก็เรียกได้ว่า เป็น “blessing in disguise” รู้สึกอยากเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับคนอื่น รู้สึกว่าถ้าสิ่งต่างๆ ดีกว่านี้ โลกเราก็จะมีสิ่งดีๆ มากกว่านี้ วันนี้ลูกบอลล์อยู่ในคอร์ทเรา เราก็มีหน้าที่ส่งต่อให้คนอื่นบ้าง ดีมากเลยที่คนเราจะสำเร็จได้ไกลกว่าการเป็น “self-made man”
kindle 3 ใช้ยังไม่เป็นก็รักมันเสียแล้ว
หนังสือเล่มนี้มีใครแปลแล้วหรือยัง หรือหาไดเฉพาะภ. อังกฤษ ดูน่าสนใจดี หาซื้อได้ที่ไหน
ยังไม่เห็นคนแปลค่ะ แต่เห็นพิมพ์หลายครั้งแล้ว ล่าสุดออกมาเป็น pocketbook เล่มเล็กราคาแค่ 200 บาท ขายที่ Asiabooks ทุกแห่ง
[...] อ่านหนังสือ Outliers (มีแปลเป็นไทย และมีสรุปในบล็อกอื่น) [...]
ฉบับภาษาไทยออกแล้วนะครับ ชื่อ “สัมฤทธิ์พิศวง” 220 บาทครับ