Microtrends
ชอบเล่มนี้ตั้งแต่ที่เห็น พลิกดูนิดๆ หน่อยๆ ก็ตัดสินใจซื้อ ความที่เราเป็นแฟน “Megatrends” ตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ยุคนั้นเห็นตัวเองใหญ่เห็นโลกใบเล็ก คิดว่าเข้าใจเรื่องหลักๆ ไม่กี่เรื่องก็อธิบายโลกได้แล้ว ตอนนี้พอวัยล่วงเลย เริ่มรู้ว่ามีอะไรอีกหลายอย่างที่ยังไม่รู้ ไอ้นั่นก็อยากรู้ ไอนี่ก็อยากรู้ อีกทั้งเป็นช่วงเห่อวิจัย เห็นอะไรก็อยากศึกษาวิจัยไปหมด เดี๋ยวนี้อ่านหนังสือก็ชอบที่มาจากผลงานวิจัย เบื่อเสียแล้วกับพวกแก่ไอเดียแต่ไม่มีข้อมูลรองรับ จริงๆ แล้วเชื่อว่าตอนนี้ทำงานบนข้อมูลนะ ไม่มีข้อมูลก็ยังไม่ตัดสินใจ ค้นไปเรื่อยๆ เลยได้จังหวะ พบหนังสือเรื่อง Microtrends เล่มนี้
หนังสือตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 คนเขียนเป็นพวกทำโพลล์ และอยู่ในทีมหาเสียงของนักการเมืองดังๆ หลายคน รวมทั้งครอบครัวคลินตัน เขาเขียนตอนอินโทรว่า “In fact, the whole idea that there are few huge trends that determine how America and the world work is breaking down. There are no longer a couple of megaforces sweeping us all along. Instead, America and the world are being pulled apart by an intricate maze of choices, accumulating in “microtrends” – small, under-the-radar forces that can involve as little as 1 percent of the population, but which are powerfully shaping our society. It’s not just that small is the new big. It’s that in order to truly know what’s going on, we need better tools than just the naked eye and an eloquent tongue. We need the equivalent of magnifying glasses and microscopes, which in sociological terms are polls, surveys, and statistics. เห็นด้วยเลย เห็นด้วยที่สุด
เขารวบรวมเทรนด์เล็กๆ เหล่านี้ – แต่ละเทรนด์เกี่ยวข้องกับคนหนึ่งเปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า – ส่วนใหญ่เป็นแนวโน้มในสังคมอเมริกัน ส่วนใหญ่เพนน์ไม่ได้เป็นคนทำโพลล์ล์เอง แต่เป็นการศึกษาและรวบรวม (บางเรื่องก็เคยเป็นหนังสือที่เราเคยอ่านแล้วเช่น the Millionaires Next Door ที่บอกว่าเศรษฐีตัวจริงค่อยๆ สร้างตัวเก็บเงิน และใช้ชีวิตสมถะ) ที่น่าสนใจคือคนเขียนมี “เซ้นส์” ที่มองผลกระทบออก เพนน์เป็นคนที่ชี้ให้เห็น “เทรนด์” หนึ่งที่เขาเรียกว่า “Soccer Moms” ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือหญิงชานเมืองที่ต้องทำงานหนักแล้วก็ต้องดูแลลูกด้วย คนกลุ่มนี้ห่วงใยครอบครัวแต่มีข้อจำกัดด้านเวลา ประธานาธิบดีคลินตันจึงออกนโยบายช่วยบรรดาแม่ๆ คนขยันเหล่านี้ด้วยการให้มีการตรวจจับยาเสพติดในโรงเรียน มีมาตรการต่างๆ ป้องกันวัยรุ่นหัดสูบบุหรี่ จำกัดความรุนแรงในสื่อ และให้มีเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งตรงใจเป๊ะกับคุณแม่คนขยันที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลมายุ่งกับชีวิตของเธอแต่พอใจที่รัฐบาลเข้าไปช่วยดูแลลูกๆ แทนเธอ เธอก็เลยเทคะแนนเสียงให้ประธานาธิบดีคลินตันกันทั้งกลุ่มในปี ค.ศ. 1996 แต่แน่ละ…เทรนด์นี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะลูกๆ ของแม่กลุ่มนี้โตกันหมดแล้ว
ถ้าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มีผลพอจะทำให้ใครบางคนก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้จากคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นอีกสองสามแสนในบางรัฐ ก็ต้องนับว่าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อโลกใหญ่เกินตัว และที่มันน่าศึกษาก็เพราะว่าหลายเรื่อง เราไม่คิดว่ามันจะเป็นเช่นนั้น บางครั้ง ข้อเท็จจริงก็เปิดมุมมองใหม่ให้กะลาน้อยๆ ของเรา
น่าสนใจเหมือนกันนะที่จะได้รู้ว่าคนอเมริกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่นอนน้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมง และใช้เวลากับการนอนหลับน้อยลงกว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วประมาณร้อยละ 25 และคนที่นอนน้อยกว่าวันละ 6 ชั่วโมงเพิ่มจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 16 ภายในเวลาเจ็ดปี คนพวกนี้นอนหลับน้อยลงเนื่องจากความจำเป็นในงาน หรือเป็นโรคนอนไม่หลับ ผลก็คือรายงานคนง่วงเหงาหาวนอนในที่ทำงานหรือเมื่อขับรถก็เพิ่มขึ้น เกี่ยวพันกับความผิดพลาดในงานที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลโดยตรงจากความง่วง และอื่นๆ อีก เขายังบอกว่าการนอนน้อยทำให้อ้วน บางทีประเด็นเรื่องการพักกลางวันหลังอาหาร อาจจะต้องได้รับการพิจารณากันจริงๆ จังๆ แล้วกระมัง
หรือที่ว่าคนอเมริกันยังทำงานหลังอายุ 65 และเนื่องจากคนอเมริกันวัย 65 เพิ่มขึ้นประมาณปีละสองล้านคน หากครึ่งหนึ่งตัดสินใจว่ายังไม่เกษียณ ก็หมายความว่ากำลังแรงงานจะมีมากกว่าที่คาดปีละหนึ่งล้านคน มองอีกแง่มุมหนึ่งคนเหล่านี้เป็นผู้ใช้สิทธิทางการเมือง นโยบายที่ผู้สมัครจะขายให้กับชาวเบบี้บูมที่ยังทำงานอย่างแข็งขันหลังวัยเกษียณ ย่อมเป็นนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการทำมาหากินของเขา ซึ่ง “งาน” สำหรับคนเหล่านี้ ก็มีแง่มุมที่ต่างจาก “งาน” ในมุมมองของคนวัยสี่สิบ
หรือบ้านล่ะ? ถ้าหากว่าคนส่วนใหญ่ที่ซื้อบ้านหลังที่สองในวันนี้ไม่ใช่เศรษฐี แต่เป็นคนชั้นกลางที่ซื้อด้วยความจำเป็นด้านครอบครัว ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ต้องการหาเสียงจากการเก็บภาษีคนรวย ควรจะมีนโยบายอย่างไรกับภาษีที่อยู่อาศัย หรืออัตราดอกเบี้ย?
หนังสือแบ่งเป็นสิบห้าตอน แต่ละตอนมีประเด็นแตกย่อยประมาณ 4-6 ประเด็น เช่น ตอนแรก ตั้งชื่อไว้อย่างน่าสนใจว่า … ทายสิ ชื่ออะไร … “Love, Sex, and Relationship” ก็จะเริ่มจากหัวข้อว่า Sex-Ratio Singles เรื่องที่สองก็ชื่อ Cougars เรื่องที่สามชื่อ Office Romancers เรื่องที่สี่ชื่อ Commuter Couples และเรื่องที่ห้าชื่อ Internet Marrieds พอตอนที่สองก็จะเป็นเรื่อง Worklife ตอนที่สามเป็น Race and Religion ตอนที่สี่ Health and Wellness ตอนที่ห้า Family Life ตอนที่หก Politics เจ็ด Teen แปด Food, Drink, and Diet ไปเรื่อยๆ ถึงตอนสุดท้ายคือ International แต่ละเรื่องก็จะมีผลการวิจัยต่างๆ ซึ่งน่าสนใจทั้งในแง่ผลสรุป และสนใจวิธีคิดของคนทำวิจัยว่าคิดได้ยังไง เป็นต้นแบบให้เรากลับมามองจิ๊กซอของเราเองว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้และจะไปค้นคว้าเอกสารหรือออกแบบสำรวจยังไงดี

เป็นอย่างนี้ทั้งเล่ม อ่านแล้วรู้สึกอยากออกไปทำโพลล์ อยากรู้ว่าแต่ละเรื่องที่เราสงสัย สังคมไทยมีคำตอบว่าอย่างไร
สังคมไทยก็มีคนทำโพลล์ไว้มาก แต่ไม่คิดว่ามีใครรวบรวมประเด็นสำคัญๆ ที่พอมารวมกันแล้วเห็นภาพชัดว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในทุกๆ มิติ อยากเห็นเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้ยินว่ามีนักการเมืองกลุ่มไหนในทุกวันนี้ใช้วิธีนี้เป็นที่มาของการกำหนดนโยบาย เท่าที่เห็นๆ ทั้งกลุ่มนักเลือกตั้งและกลุ่มไม่ลงเลือกตั้งต่างชูความเห็นความเชื่อของตนแล้วรณรงค์ให้คนอื่นมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แล้วก็เล่นแต่ประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็นนามธรรมมากกว่าสิ่งที่กระทบต่อชีวิตที่พึงประสงค์ของประชาชนธรรมดาจริงๆ
ราชการก็เหมือนกันนะ หวังมาตั้งนานแล้วว่าเวลาที่เราออกกฎกติกาอะไร หรือไปเจรจากับประเทศไหน เรามีวิจัยรองรับจริงๆ ว่าคนกลุ่มไหนบ้างได้อะไรเสียอะไร ผลประโยชน์ตกอยู่กับใครเท่าไร เพื่อจะได้ออกมาตรการรองรับที่เหมาะสม เป็นไปได้ว่ามีคนทำแล้วแต่เรายังไม่เห็น ก็มันไม่เห็นน่ะ
ตั้งใจว่าตัวเองจะพัฒนางานด้านนี้ไปเรื่อยๆ สักวันอาจจะรวบรวมเรื่องน่าสนใจทั้งหลายเขียนเป็นหนังสือลักษณะนี้บ้างก็ได้
ความเห็น»
No comments yet — be the first.