Drive แรงขับดันของคนทำงานยุคใหม่
เราเป็นแฟนหนังสือของ dan pink เหมือนกัน ไม่รู้ไง เขียนหนังสือถูกใจถูกจังหวะทุกที ซื้อ free agent nation หนังสือเล่มแรกของเขาตั้งน้านนานมาแล้ว แต่ว่าเก็บไว้ไม่ได้อ่านจนกระทั่งลาออกขากงานประจำไปแล้ว อ่านหลังลาออกก็ได้อารมณ์ดีเหมือนกัน ชอบงานค้นคว้าและการสังเคราะห์ของเขา ต่อมา พอรู้ว่าเขาเขียน the whole new mind ก็รีบสั่งซื้อผ่าน amazon มาตั้งแต่ยังไม่มีขายเมืองไทย เหมาะเหม็งเพราะเป็นช่วงที่กำลังศึกษาเรื่องการทำงานของสมองของคนอย่พอดี ตอนนี้ ดูเหมือนทั้งสองเล่มจะมีภาคภาษาไทยแล้ว
เรื่องล่าสุดคือ drive ออกปกแข็งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ออกปกอ่อนมาตั้งหลายเดือน แต่เราเพิ่งไปซื้อมาอ่านเมื่อวีคเอนด์นี้เอง ถูกใจจนวางไม่ลง อ่านรวดเดียวจบเล่มเลย
ได้หนังสือเล่มนี้ในเวลาที่เหมาะเหม็งอีกเหมือนกัน เพราะตอนนี้กำลังสนใจศึกษาเรื่องแรงขับดันเบื้องลึก สงสัยนายคนนี้กับเราจะมีดวงสมพงษ์กัน
แดน ต้นคว้างานวิจัยมามากพอสมควร พอที่จะสรุปได้ว่า แรงจูงใจที่เป็นกระแสหลัก หรือประเพท “if-then” คือถ้าคุณทำดี ฉันจะให้รางวัล ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น motivation 2.0 นั้น เหมาะสมกับงานของศตวรรษที่ 19-20 เมื่องานเป็นเรื่องซ้ำซาก น่าเบื่อ ต้องมีแรงขับดันจากภายนอกมากระตุ้นให้ทำงาน แต่งานแบบบสมัยใหม่ ซึ่งเป็นงานใช้สมองซีกขวา การให้รางวัลประเภท if-then จะทำให้งานแย่ลง แทนที่จะดีขึ้น ความที่ข้อสรุปแบบนี้สวนกระแสความเชื่อโดยทั่วไปทางด้านการจัดการ มันก็เลยไม่ดัง และองค์กรกิจการจำนวนมากก็ยังใช้แรงจูงใจภายนอกประเภท if-then คือถ้าคุณทำดีฉันให้รางวัลอยู่ดี แม้ว่าบางครั้งลักษณะงานจำไม่ใช่งาน routine
แดน พิงค์เสนอว่า ในสังคมที่การงานอาศัยความคิดริเริ่ม แรงจูงใจที่ได้ผลที่สุด คืองานซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
-autonomy อิสระ
-mastery ความจัดเจน และ
-purpose เป้าประสงค์
อาหารสมองสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับระบบแรงจูงใจ เราไม่ค่อยชอบ toolkit ของเขาเท่าไร แต่งานวิจัยเรื่อง motivation 2.0 และ motivation 3.0 น่าสนใจและเป็นประโยชน์มากทีเดียว


ความเห็น»
No comments yet — be the first.