jump to navigation

โครงสร้างองค์กรในมุมมองเฮนรี มินทซ์เบิร์ก

The structure of an organization can be defined simply as the sum total of the ways in which its labor is divided into distinct tasks and then its coordination is achieved among these tasks.

 องค์กรประกอบด้วยห้าส่วน (เรียงลำดับที่ก่อตั้งขึ้นตามความจำเป็นในการขยายตัวขององค์กร) คือ operating core (คนที่ลงมือทำงาน แปลง inputs เป็น outputs) strategic apex (ผู้บริหารระดับสูง) , middle line (บรรดาผู้จัดการ), technostructure (สต๊าฟ นักวิเคราะห์ วิชาการ), support staff (รวมทุกอย่างที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก)

mintzberg_52 

การออกแบบตำแหน่ง

มี 3 parameter

 table1 

องค์กร formalize พฤติกรรมเพื่อลดความหลากหลาย และหวังผลในท้ายที่สุดก็คือเพื่อทำนายและควบคุมพฤติกรรมของบุคคลากร

ถ้างานมีการ standardization สูง ความจำเป็นที่จะต้องประสานงานข้ามกลุ่มก็จะมีสูงด้วย ดังนั้นต้อง formalize พฤติกรรมให้เหมาะกับการประสานงาน  หากเน้นแบ่งงานแนวนอน เพื่อให้เกิดความถนัดเฉพาะเรื่อง ก็ต้องกำหนดขั้นตอนการประสานงานให้มีประสิทธิผล  การ formalization ยังใช้เพื่อให้บริการด้วยความเสมอหน้ากัน จึงต้องกำหนดมาตรฐานพฤติกรรม หรือบางครั้งก็ออกกฎเพื่อสร้างความเสมอภาคในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน เช่นหลักการแต่งตั้งเลื่อนระดับ  บางทีองค์กรก็ออกกฎมา formalize เพียงเพราะปรารถนาในความเป็นระเบียบ

งานไร้ทักษะ มีแนวโน้มที่จะ formalized สูง ส่วนงานที่ซับซ้อน มีแนวโน้มจะ organic มากกว่า ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า  formalization และ training เป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

Designing the Superstructure

ไม่ค่อยบ่อยครั้งนั้นที่จะได้ design โครงสร้างองค์กร ส่วนใหญ่มีแต่ redesign ในทางปฏิบัติ เมื่อเป้าหมายและพันธกิจเปลี่ยน ส่วนบนขององค์กรจะเป็นผู้ริเริ่มการปรับโครงสร้าง  แต่หากระบบการจัดการและดำเนินการเปลี่ยน ก็จะเปลี่ยนขึ้นมาจากข้างล่าง  การออกแบบส่วนนี้ มี 2 parameter คือ unit grouping และ unit size

จะเห็นได้ว่า grouping สามารถกระตุ้นกลไกการประสานงานที่สำคัญได้สองเรื่อง คือ การบังคับบัญชา และ การปรับตัวเข้าหากัน  และอาจเป็นพื้นฐานของเรื่องที่สามคือ standardization of outputs

Grouping ส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน แต่สร้างปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วย  Lorsch (1967) กล่าวว่า หน่วยงานต่างๆ จะเริ่มมีทิศทางที่แตกต่างกันและมีความแตกต่างในระดับของโครงสร้างว่ามีความเป็นทางการมากน้อยเพียงใด  เช่น หน่วยผลิตอาจมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์ มองเป้าหมายระยะสั้น ติดต่อสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ สนใจการทำงานให้แล้วเสร็จมากกว่าใส่ใจในตัวคนผู้ปฏิบัติ แต่แผนกวิจัยอาจมีลักษณะที่ตรงกันข้ามในทุกๆ มิติ  ยิ่งหากแต่ละหน่วยงานต่างมีภาษาที่ใช้เฉพาะหน่วยงานก็ยิ่งตอกย้ำ ความแตกต่าง ด้วยเหตุนี้ แต่ละหน่วยงาน ก็จะมีปัญหาที่เป็นจุดโฟกัสเฉพาะหน่วยของตน และมองไม่เห็นปัญหาของหน่วยอื่นๆ

อาจสรุปได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ market grouping ประกอบด้วยฐานทางด้าน output, client และ place และ functional grouping ประกอบด้วย knowledge, skill, work process และ function  (time อยู่กลุ่มไหนก็ได้)  หรืออีกนัยหนึ่ง การ group โดย เป้าหมาย กับการ group โดย วิธีการ

 

Designing of Lateral Linkages

ในระยะแรก ตำราโครงสร้างองค์กรหยุดแค่หัวข้อข้างต้น แต่หลังๆ ลงไปในรายละเอียดของโครงสร้างด้วย การเชื่อมโยงแนวระนาบ มี 2 parameter คือ planning and control systems กับ liaison devices

 table21

- Task forces and standing committees   มีไว้เพื่อส่งเสริมการปรับตัวเข้าหากัน

- Integrating managers  คือเป็นผู้ประสานงานที่มีสิทธิอำนาจด้วย มักมีอำนาจตัดสินใจข้ามกระบวนงานหรือหน่วยงานได้ เช่น brand manager ต้องเป็นคนที่รู้จักฝ่ายต่างๆ ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหากับหน่วยงานต่างๆ

- Matrix structures เลือกการจัดกลุ่มหลายแบบพื้นฐาน แตกต่างจากสองแบบข้างบนคือถ่วงดุลอำนาจ  เหมาะกับองค์กรที่สามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งได้ด้วยการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ  อาจเป็นโครงสร้างเฉพาะกิจหรือโครงสร้างถาวรก็ได้ แบบเฉพาะกิจก็คือทำเป็นโครงการ จบโครงการก็สลายโครงสร้าง  มีปัญหาด้านการถ่วงดุลอำนาจ บางทีผู้จัดการระดับกลางก็รับงานมามากเกินไปเพราะมีนายสองคน ต้นทุนของการสื่อสารไปมาก็จะสูงด้วย

องค์กรที่มี liaison devices มาก ขนาดของหน่วยงานมักจะเล็ก  และมักจะมีจำนวนผู้บริหารระดับกลางมาก และมักเกิดในหน่วยงานที่ standardization ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขององค์กร ดังนั้นจึงมักเกิดกับองค์กรประเภท organic ไม่ใช่ bureaucratic  มักใช้เมื่องานมีลักษณะจำแนกความถนัดเฉพาะทางในแนวระนาบ สลับซับซ้อน และพึ่งพาต่อกันสูง  ซึ่งก็มักเป็นงานของ professional  และเหมาะกับโครงสร้างระดับกลางขององค์กร ซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง line managers และ staff specialists แต่อาจมีระดับสูงก็ได้ เช่นตั้ง standing committees ไว้ แต่มักมีเฉพาะงาน เพราะผู้บริหารระดับสูงชอบยกหูคุยกันเองมากกว่าจัดตั้งกลไกใหม่

Design of Decision Making System

เป็นเรื่องของ centralization กับ decentralization  ทุกวันนี้มีการใช้คำว่า decentralization ใน 3 ความหมาย คือ

 

…………………………………….

ดูบทตวามอื่น

- สมรรถนะ

ความเห็น»

1. thip - พฤศจิกายน 8, 2009

ไม่รู้เรื่อง


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.