ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน มกราคม 23, 2012
Posted by jaor2 in public administration.Tags: การบริหารผลงาน, การประเมินผลงาน, การเลื่อนเงินเดือน, เงินเดือนราชการพลเรือน, เงินเดือนใหม่
add a comment
บทความใหม่ หลังจากโงหัวขึ้นจากงานได้ เป็นงานค้นคว้าที่ค่อยๆ ติดตามสังเกตระบบเงินเดือนใหม่ของข้าราชการพลเรือน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในการบริหารผลงานได้อย่างอิสระ และเกิดประโยชน์เต็มที่แก่ส่วนราชการ แต่ทำไปทำมากลับถูกใช้ไปเพื่อสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น
สิทธิที่จะมีนายผู้สามารถ right to management competence พฤษภาคม 12, 2011
Posted by jaor2 in people mattters.Tags: การพัฒนาสมรรถนะ, ผู้บริหาร, มุมมอง, competence, management, succession plan
add a comment
วันก่อนมีโอกาสอ่านบทความจากบล็อคของ Harvard Business Review เขียนโดย Linda Hill และ Kent Lineback โดนใจเลยต้องเอามาเขียนถึง
เขาว่า คนเรามี “สิทธิที่จะมีนายผู้สามารถ” (people have a right to competent management) อันที่จริงหาดูแล้วยังไม่พบการวางกรอบความคิดอย่างชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็เป็นประเด็นที่จุดประกายได้ดีทีเดียว คนที่คอมเมนต์ต่อๆ กันก็ดูจะชื่นชอบอยู่ ต่อไปคงมีพัฒนาการเป็นแนวความคิดและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น
ในข้อเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนทั้งสองได้ประกาศ “สิทธิของลูกน้อง” (direct reports’ Bill of Rights) ขึ้นดังนี้
“ลูกน้องทุกคนพึงมีสิทธิที่จะคาดหวังให้นาย
- Be Trustworthy ไว้วางใจได้… ซึ่งหมายรวมถึง (ก) รู้ว่าจะต้องทำอะไร และต้องทำมันอย่างไร และ (ข) มีค่านิยมพื้นฐาน มาตรฐาน ทักษะผู้คน มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และมีระดับความใส่อกใส่ใจทั้งต่องานและต่อคนทำงาน
- Exercise influence beyond his or her group มีบทบาทอิทธิพลต่อคนอื่นนอกกลุ่ม… ในทุกกลุ่มของคนทำงาน ต่างก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มและหน่วยงานอื่นๆ ความสำเร็จในการทำงานขึ้นอยู่กับการได้รับทรัพยากรที่เพียงพอ ได้รับความใส่ใจ และความร่วมมือ ดังนั้น นายที่สามารถจึงย่อมต้องมีบทบาทอิทธิพลไปยังผู้ที่มิได้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยและแผ้วทางอุปสรรคที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพื่อให้ลูกน้องทำงานได้โดยไม่ต้องรับผลกรรมจากความไม่ร่วมมือหรือไม่สนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
- Create a team of his or her group สร้างทีมได้จากกลุ่ม… กลุ่มคือคนหลายคนที่มาทำงานด้วยกัน ทีมคือกลุ่มซึ่งคนหลายคนนั้นมุ่งมั่นร่วมกันที่จะทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จตามเป้าหมายร่วม ความเป็นทีมมีความสำคัญเพราะจะทำให้กลุ่มมีผลงานและมีความสร้างสรรค์มากกว่าที่แต่ละคนต่างคนต่างทำ นายผู้สามารถรู้ว่าจะสร้างกลุ่มให้เป็นทีมอย่างไร
- Recognize individuals and support their development เห็นลูกน้องอยู่ในสายตา และส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อง.. เพราะคนเราย่อมคาดหวังที่จะได้รับการยอมรับ นายผู้สามารถจะต้องรู้จักสมาชิกในกลุ่มเป็นการส่วนตัว ร่วมทำงานด้วย สนับสนุนพัฒนาการส่วนบุคคลของลูกน้องในทีม และกล่าวชื่นชมความอุทิศของลูกน้องในทีม”
ไม่รู้จะยากหรือง่ายไปสำหรับนาย แต่ก็เห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง
สิ่งที่น่าสนไม่ใช่ว่านายผู้สามารถควรมีคุณสมบัติหรือพฤติกรรมเช่นไร แต่สนใจตัวไอเดียเรื่อง “สิทธิของลูกน้องที่จะมีนายผู้สามารถ” ซึ่งเคยคิดๆ คล้ายๆ อย่างนี้อยู่สมัยที่ยังอ่อนเยาว์ พอโตขึ้นหน่อยมีโอกาสเลือกมากขึ้นก็ไม่ค่อยจะสนใจนายมากนัก แต่นอกจากที่ตัวเองเคยคิดเล่นๆ แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นคอนเซ็ปต์เรื่องนี้ในตำราหรือวงสนทนาวงไหน ในทางกลับกัน ในชีวิตการทำงานจะได้ยินแต่เรื่องโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงาน สิทธิในการได้รับการแต่งตั้ง หากมีใครทำอะไรให้เสียสิทธิ์ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ สามารถฟ้องร้องกันได้ยืดยาว
อันที่จริงแล้ว สิทธิในการได้รับการแต่งตั้งให้เติบโตในหน้าที่การงานเป็นสิทธิเฉพาะบุคคล แต่หากองค์กรตั้งคนผิดไปคนเดียว ลูกน้องอีกหลายคนจะถูกรอนสิทธิในการมีนายผู้สามารถ … ถ้าเรายอมรับว่าสิทธินี้มีอยู่
หากเราเชื่อว่าสิทธินี้มีอยู่ เราควรจะทำอะไร?
เมื่ออ่านบทความนี้ใน HBR สิ่งแรกที่นึกถึงคือระบบ talent management และ succession planning เวลาพูดถึงสองระบบนี้ ได้ยินมาหนาหูมากว่าเป็นระบบสองมาตรฐาน กีดกันคนบางกลุ่มออกไป ซึ่งก็ถูก แต่ก็ชวนให้คิดต่อไปว่า หากทำระบบดังกล่าว แล้วทำให้ลูกน้องทั้งหลายได้นายผู้สามารถ มันคุ้มกันไหม ให้คนทุกคนทุกประเภทมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเท่าเทียมกัน กับการระบุตัวคนผู้สามารถและวางตัวให้เข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ อะไรจะดีกว่ากันสำหรับคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในฐานะลูกน้อง?
15 Amazing Things You Didn’t Know Your Kindle Could Do (AMZN) พฤษภาคม 8, 2011
Posted by jaor2 in Uncategorized.add a comment
15 Amazing Things You Didn’t Know Your Kindle Could Do (AMZN) http://www.businessinsider.com/best-kindle-tips-and-tricks-2011-5
performance evaluation การประเมินผลงานบุคคล มีนาคม 14, 2011
Posted by jaor2 in people mattters, Uncategorized.Tags: การประเมินผลงาน, บริหารงานบุคคล, ผู้ประเมิน, performance evaluation, performance management
add a comment
เห็นว่าเรื่องนี้ฮิต มีผู้สอบถามและแสดงความคิดเห็นมาเข้าหูบ่อยๆ เลยไปหาอะไรมาแชร์แก้ร้อน … เชิญหาความสำราญกันได้เลยจ้า …
การประเมินผลการปฎิบัติงาน โดยทั่วไป มี 6 ขั้นตอน
- ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติงานและเกณฑ์การประเมินสำหรับแต่ละตำแหน่ง
- กำหนดนโยบายว่าใครคือผู้ประเมิน ประเมินเมื่อไร ประเมินอย่างไร ประเมินบ่อยเพียงไร
- ให้ผู้ประเมินรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกประเมิน
- ประเมิน
บทความใหม่จาก ดิ อีโคโนมิสต์ มกราคม 14, 2011
Posted by jaor2 in people mattters, Uncategorized.Tags: search for talent, succession plan, talent management, the economist
add a comment
บทความใหม่จาก ดิ อีโคโนมิสต์ ว่าด้วยเรื่อง Talent
หนังสือดี เจาะ competency อย่างลึกซึ้ง ธันวาคม 17, 2010
Posted by jaor2 in About Me, people mattters.Tags: การประเมินสมรรถนะ, การพัฒนาสมรรถนะ, ต้นแบบสมรรถนะ, หนังสือ, competency
add a comment
และแล้วก็ถึงวันที่หนังสือของเราจะพิมพ์เป็นเล่มเสียที
และแล้วก็ถึงวันที่หนังสือเล่มแรกซึ่งเราบรรจงเขียน พิมพ์เสร็จเป็นรูปเล่มเสียที ใช้เวลากับการค้นคว้าอยู่นาน ผสมเข้ากับประสบการณ์ทำงานด้านนี้และปรับปรุงเครื่องมือการประเมินสมรรถนะจนพอจะมั่นใจได้ว่าอะไรใช้ได้บ้าง แล้วที่ใช้ไม่ได้น่ะ ทำไมใช้ไม่ได้ ที่เราเลือกเขียนเรื่องนี้เป็นเล่มแรกเพราะรู้ว่า competency ไม่ใช่แฟชั่นชั่วครั้งคราว หรือเป็นลูกเล่นทางการบริหารงานบุคคล หากแต่เป็นข้อเท็จจริงของมนุษย์ที่ผ่านการศึกษาและปรับปรุงกันมาจนมีความชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ในเมื่อของจริงมีความลึก การนำมาใช้อย่างปราศจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งน่าจะนำพาไปในทิศทางที่ไม่เข้าที ทำไมไม่ลอกอ่านคำนำของหนังสือดูก่อนล่ะ แล้วก็เชิญอุดหนุนหนังสือที่ร้าน SE-ED ด้วยนะ
..
คำนำ
ในการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนตั้งต้นจากการทบทวนวรรณกรรม ตำรา และผลงานวิจัยของบรรดาปรมาจารย์ที่จัดเป็น “ต้นตำรับ” ของแนวคิดด้านสมรรถนะอันอาจถือได้ว่าเป็นต้นแบบชั้นครูในระดับสากล จากนั้นจึงนำเสนอผลงานจากประสบการณ์ศึกษาวิจัยต่อยอดและประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาเรื่องการนำระบบสมรรถนะไปใช้ในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนของคณะผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาของบริษัท ซิกเนเจอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Signature Solutions Limited) เพื่อให้มีทั้งมิติเชิงวิชาการเบื้องลึก และมิติเชิงปฏิบัติจากการนำไปใช้จริงในบริบทของสังคมไทย เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันมีองค์กรและหน่วยงานในเมืองไทยจำนวนมากที่ได้หันมายึดระบบสมรรถนะเป็นแก่นแกนของการบริหารงานบุคคลทั้งที่ผู้ปฏิบัติยังคงไม่กระจ่างแจ้งในสาระ วิธีการ และขั้นตอนต่างๆ อีกทั้งผู้คนในองค์กรก็ยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้อันอาจนำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นและความเสื่อมถอยของระบบสมรรถนะในที่สุด อีกทั้งในท้องตลาดเองก็มีหนังสือภาคภาษาไทยที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้น้อยเต็มที เราจึงเชื่อว่าผลการศึกษาและประสบการณ์ทำงานของเราจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานและองค์กรทั้งหลายที่ใช้ระบบสมรรถนะอยู่ในปัจจุบัน หรือกำลังจะพิจารณานำไปใช้
ในฐานะที่ปรึกษาทางด้านการบริหารองค์กรและงานทรัพยากรมนุษย์ เราต้องทำงานเกี่ยวข้องกับแนวคิดและเครื่องมือต่างๆทางด้านการบริหารจำนวนมาก “Competency” หรือ “สมรรถนะ” นี้เป็นหัวข้อที่เราทำด้วยความรักและภาคภูมิใจ เราได้ศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเครื่องมือทางด้านสมรรถนะที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งๆขึ้น เราพบว่า Competency ต่างจากเครื่องมืออื่นๆซึ่งหลายอย่างเป็นเพียงเครื่องมืออันฉาบฉวยตามสมัยนิยม แต่ Competency ตามแนวทางที่เราศึกษานี้มิได้ตั้งอยู่บนหลักคิดง่ายๆ ที่มีผู้อุปโลกน์ขึ้นและนำมาอธิบายให้ดูขรึมขลังเล่น หากแต่เป็น “ของจริง” ที่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเมื่อยิ่งลงลึกศึกษาเพียงใดก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้งเบื้องหลังแนวคิดทฤษฎีและวิธีการอันชวนให้ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องไม่รู้เบื่อ จากนั้นเมื่อนำมาใช้ ผลที่ได้มาใช้ก็เกิดเป็นผลงานที่ก่อประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่องค์กร ตลอดจนใช้สร้างคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยความซาบซึ้งนี้ เราจึงเลือกที่จะเขียนหัวข้อนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้เห็นความงดงามของ “Competency” เช่นเดียวกับที่เราได้ประจักษ์มาแล้ว
ทุกวันนี้ องค์กรและหน่วยงานจำนวนมากได้ก้าวเดินไปบนหนทางของระบบสมรรถนะแล้ว หลายแห่งกำลังลองผิดลองถูก หลายแห่งกำลังปรับแก้สิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และอีกบางแห่งเริ่มท้อ เสื่อมศรัทธาในระบบสมรรถนะ เราหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยนำพาท่านทั้งหลายไปสู่การก้าวเดินที่ประสบผลสำเร็จและเป็นสุขเป็นประโยชน์มากขึ้นโดยไม่จำต้องเผชิญกับความยุ่งยาก สับสนลังเลใจอันเนื่องมาจากการเดินหลงทาง
เนื้อหาในหนังสือฉบับนี้ครอบคลุม 6 หัวข้อพื้นฐานที่อาจตอบคำถามของผู้ใช้ระบบสมรรถนะ ในบทแรก เราย้อนรำลึกประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาของแนวความคิดเรื่องสมรรถนะและปรมาจารย์ผู้เป็นต้นคิด รวมทั้งเล่าความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่าง “ภูเขาน้ำแข็ง” กับสมรรถนะว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และสมรรถนะตอบโจทย์ของสังคมได้อย่างไรจึงยืนยงข้ามศตวรรษมาได้จนบัดนี้
ในบทที่สอง กล่าวถึงกระแสแนวคิดและพัฒนาการเรื่องสมรรถนะในนานาประเทศ เพื่อให้เห็นว่าในระดับโลกและในระดับชาติ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกตีความและนำไปใช้อย่างไร
บทที่ 3 4 และ 5 เป็นเรื่องของการนำสมรรถนะไปใช้จริง โดยเชื่อมโยงทั้งรากฐานทฤษฎี แนวปฏิบัติ และขั้นตอนการนำไปใช้ นับแต่การจัดทำต้นแบบสมรรถนะ การประเมิน และการพัฒนาสมรรถนะ โดยอิงแนวทางที่นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมมาแล้วทั่วโลกรวมทั้งจากประสบการณ์ของเรา หัวข้อทั้งสามนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในทางปฏิบัติ แต่เราได้แยกเขียนเป็นรายหัวเรื่องเนื่องจากแต่ละเรื่องต่างก็มีรายละเอียดที่ควรแก่การขยายความและให้ความสำคัญ
ส่วนบทส่งท้ายเป็นการรวบรวมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอันพึงสังวรณ์ เพื่อตรวจสอบว่าระบบสมรรถนะที่ท่านใช้อยู่นั้น ก้าวมาถูกทางแล้วหรือสมควรปรับปรุงอย่างไร
คณะผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เชื่อว่า สมรรถนะเป็น “เหล้าใหม่ในขวดใหม่” กล่าวคือ เป็นนวัตกรรมใหม่ในแวดวงการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างแท้จริง การจะนำสมรรถนะไปใช้ให้ได้ผลจึงต้องใช้อย่างรู้จริง หาไม่แล้วสมรรถนะในระบบบริหารทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะในแบบประเมินผลงานของพนักงานก็จะไม่ต่างจากเกณฑ์ประเมินเชิงนามธรรมต่างๆ (อาทิ เกณฑ์ประเมินเรื่องคุณภาพงาน อุปนิสัย ความขยัน ประหยัด อดทน ฯลฯ) ที่ปรากฏในแบบประเมินผลงานแบบเดิม และถูกใช้ประเมินตามอำเภอใจของผู้ประเมินดังที่ปฏิบัติกันมาแต่เดิม ดังนั้น การจะวัดว่าระบบสมรรถนะใดจะใช้ได้จริงและส่งผลต่อการพัฒนาองค์กรหรือไม่ เพียงดูที่วิธีการประเมินก็มองออกว่าระบบจะไปรอดหรือไม่ในองค์กรนั้น
ความปรารถนาในท้ายที่สุดของเราก็คือ หวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นกุญแจช่วยไขนำไปสู่วิถีทางอันละเอียดลึกซึ้งในการสร้างและพัฒนาคนให้ถึงพร้อมทั้งความสามารถ ศักยภาพ ตลอดจนคุณลักษณะดีงามทั้งปวงตามที่หน่วยงานและองค์กรมุ่งหวัง เรายังเห็นด้วยว่าองค์กรทั้งหลายที่ได้สร้างคนด้วยวิธีการตามแนวทางนี้ต่างก็ได้ร่วมกันสร้างคุณูปการอันสำคัญประการหนึ่งที่เกินกว่าขอบเขตของหน่วยงานและองค์กรของตน กล่าวคือได้ช่วยสร้างและพัฒนาคนให้มีคุณภาพเพื่อร่วมเป็นกำลังในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติด้วยอีกทางหนึ่ง
_______________________________________
จะช้าอยู่ไย อ่านในเล่มจะไม่ดีกว่าหรือ ..อิ อิ
r2d2
kindle3 ใช้ยังไม่ค่อยเป็นก็รักมันเสียแล้ว พฤศจิกายน 3, 2010
Posted by jaor2 in Fun, Friends & Leisures, Uncategorized.Tags: e-book, kindle
add a comment
เห่อมาก ซื้อ kindle 3 มาได้ไม่ถึงเดือน พกติดตัวทุกวัน
ตอนแรกที่ซื้อชั่งใจอยู่ว่าอยากจะอ่านe-book ละ อยากได้พวก tablet แต่ก็ไม่แน่ใจว่าซื้อ kindle กับหา smartphone มาใช้ กับซื้อ tablet แล้วใช้โทรศัพท์ กระจอกๆ ดีกว่ากัน พออ่านรีวิวเยอะๆ ก็ตัดสินใจเลือก kindle ดีกว่า แล้วเดี๋ยวเก็บตังค์ซื้อโทรศัพท์ฉลาดๆ สักตัว
สาเหตุที่เลือก kindle ที่สำคัญที่สุดคือราคา และหน้าจอ คือถ้าตั้งใจซื้อมาอ่านหนังสือ ว่ากันว่าหน้าจอ kindle เหมือนหนังสือมากกว่า อ่านสบายตามากกว่า มันไม่เรืองแสง แล้วก็ไม่ค่อยสะท้อนแสงด้วย น้ำหนักก็ไม่มาก รุ่นใหม่ก็มีฟังก์ชั่นอะไรเยอะอยู่
อาศัยเงินบาทแข็ง สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต รุ่นถูกสุด 139 เหรียญ แต่โดนค่าขนส่งกับภาษี รวมเป็น 200 เหรียญแน่ะ
มาวันแรกมันรวน เปิดอ่าน เบราซ์เว็บหาหนังสือได้กะเดี๋ยวเดียว หลับสนิท ต่อมาโทร(ฟรี) ไปถามฝ่ายบริการ เขาให้ reset โดยกดปุ่ม start ค้างไว้ยี่สิบวินาที หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นปกติ
ดาวโหลดหนังสือมาเล็กน้อย ตอนแรกก็ตั้งใจจะหาที่ถูกๆ ทำไปทำมาดูเพลินไปหน่อย สั่งโน่นสั่งนี้ ได้มาหลายเล่มละ แต่ไม่ได้สั่งทาง kindle มันช้า ใช้คอมพิวเตอร์เข้าเว็บอเมซอน ง่ายกว่า เขามีข้อมูลเราอยู่แล้ว พอล็อกอินเข้าไป เลือกเสร็จ ก็เข้ามาอยู่ในบัญชีเรา กวาดมาใส่ wish list ก่อน แล้วมาเลือกอีกที อันไหนดูดีก็ขออ่านก่อนหนึ่งบท เขาให้อ่านฟรี มันก็เข้ามาอยู่ในโฟลเดอร์ archive ของเราในอเมซอน เราก็เปิดสัญญาณ wifi ใน kindle มันก็พบว่ามี e-book อยู่ แล้วก็โหลดมาให้อ่านฟรี ใช้เวลาโหลดแค่นาทีสองนาที ถ้าจะซื้อหนังสือก็ใช้วิธีเดียวกัน แค่คลิกซื้อแล้วก็ให้เก็บตังค์จากบัตร
ชอบเพราะอะไร
นอกจากราคาถูกกว่าคอมพิวเตอร์มือถือและหน้าจออ่านง่ายสบายตาแล้ว ก็คือความเบาและความจุ จุเท่าไรไม่รู้ แต่ซื้อหนังสือไปหลายเล่มก็ยังได้อีกบาน เวลาไปไหน แทนที่จะต้องหอบหนังสือไปให้หนัก ก็ถือไปเครื่องเดียว อยู่ในอารมณ์ไหนก็เลือกเล่มที่อยากอ่านตอนนั้น ดีกว่าขนไปสามสี่เล่ม ความจำมันก็ดี เราอ่านค้างไว้หน้าไหนมันก็จำได้ เปิดเล่มนั้นมาก็กลับมาหน้าเดิม อ่านแล้วก็ขีดเส้นใต้ได้ (ให้เครื่องขีดให้) ตัวเล็ก-ใหญ่ก็ปรับได้ เห็นภาพไม่ชัดก็คลิกภาพมันก็ขยายใหญ่จากเดิมที่อยู่ในแบบ portrait ก็ดูได้เป็น landscape ใหญ่ขึ้นเท่าตัว เท่าภาพในหนังสือ ไปบทใหม่ก็แค่คลิก อ่านสารบัญแล้วเลือกอ่านบทไหนเลยก็ได้ คลิกปั๊บมันก็ส่งไปเลย ง่ายกว่าเปิด อ่านสะดวก พกพาสะดวก ไม่เปลืองที่เก็บหนังสือ
ทุกวันนี้พกใส่กระเป๋าถือ เวลาออกไปไหน นั่งรอ ก็หยิบมาเปิดอ่าน บางทีอยู่ในห้องประชุม ก็หยิบมาอ่านระหว่างรอก็ได้ ดูไม่เกะกะ เสร็จแล้วก็เก็บใส่กระเป๋าเสื้อสูทได้พอดีด้วย
หยุดอ่านสักพัก มันก็เข้าโหมดประหยัดพลังงานเอง พอหยิบมาอ่านบอกให้เปิดมันก็เปิด ไม่ยุ่งยาก กินไฟน้อยมากๆ ด้วย ชาร์จทีอยู่ได้เป็นเดือน บางทีไม่ได้ปิดหลายวัน มันก็หาทางเซฟพลังงานของมันเอง แต่ไม่ได้เปิด wifi นะ อันนี้ตัวเปลืองไฟ
หนังสือ e-book ส่วนใหญ่ราคาถูกกว่าหนังสือเล่ม บางเรื่องถูกกว่าครึ่ง-ครึ่ง อีกทั้งเรายังได้ทันที และไม่ต้องเสียค่าส่งด้วย บางทีเราทำงานอยู่ค่ำมืดดึกดื่น เกิดอยากค้นคว้าอะไรขึ้นมาตอนนั้น ก็คลิกสั่ง สิบนาทีเสร็จเรื่อง ได้อ่านเลย ไม่ต้องรอ ได้อ่านบทแรกก่อนดูว่าใช่อย่างที่อยากจะได้หรือเปล่า ด้วย ไม่มีห้องสมุดหรือร้านหนังสืออยู่ใกล้ๆ ก็ไม่แคร์ คลิกเดียวสั่งได้ ทันใจ
หนังสือเล่มไหนที่ขี้เกียจอ่านเองก็สั่งให้มันอ่านให้ฟังก็ได้ ชัดเจนแจ่มแจ้งดี
ตอนนี้เพิ่งเรียนรู้วิธีเอาเพลงใส่เข้าไปในเครื่อง คราวนี้ พอกด alt-spacebar มันก็จะครวญเพลงหงิงๆ ไปในระหว่างที่เราเปิดหนังสืออ่านอยู่ด้วย สำราญจริงๆ
หรือจะลากเพลงมาไว้หน้าจอ เอาไว้เลือกเปิดฟังเป็นไฟล์ๆ ก็ได้ แต่แบบแรกเพลินกว่า
อันที่จริงมันยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะ ต้องค่อยๆ เรียนรู้ เห็นมะ ว่าทำไมรัก kindle
กรอบความคิดในการทำความเข้าใจเส้นทางอาชีพ วิสัยทัศน์จาก Edgar Schein พฤศจิกายน 1, 2010
Posted by jaor2 in people mattters, Recent Readings & All Time Favourites.Tags: เส้นทางอาชีพ, career path, edgar shcien
add a comment
ทุกวันนี้ใครๆ ก็หาทางจัดทำเส้นทางอาชีพ แต่แนวทางที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นคำตอบในเรื่องขั้นตอน วิธีการมากกว่าเรื่องแนวคิด ท้ายที่สุดไม่รู้ว่าสาเหตุที่กำหนดเส้นทางอาชีพอย่างนั้นอย่างนี้ เอาอะไรมากำหนด อีกทั้งอ่านไม่ออกว่า โครงสร้างตำแหน่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพอย่างไร วันนี้เลยสรุปย่อบทความที่นำเสนอวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์ Edgar Schien ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 ซึ่งนับจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่เห็นงานเขียนของใครมองได้ลึกซึ้งเท่า มาแบ่งปันให้ลองไปขบคิดกัน
succession plan ตุลาคม 18, 2010
Posted by jaor2 in people mattters.Tags: การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง, การสืบทอดตำแหน่งงาน, career, succession plan
1 comment so far
การวางแผนสืบทอดตำแหน่งซึ่งจำเป็นเหลือเกินสำหรับธุรกิจที่กำลังแข่งขัน แต่เมื่อนำมาใช้กับระบบราชการซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน กลับไม่ลงตัวสนิทและดำเนินการได้เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ดูแผนการสืบทอดตำแหน่งของส่วนราชการบางหน่วยงานแล้วสงสัยว่า จะดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งและการหมุนเวียนงานได้จริงตามแผนหรือไม่ สิ่งที่การเจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อได้อย่างเป็นรูปธรรมอาจมีเพียงจัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งอันที่จริงน่าจะไปจัดไว้ในหัวข้อการบริหารระบบสมรรถนะมากกว่า
เขียนความในใจเล็กน้อย จากประสบการณ์ความภาคภูมิใจเล็กๆ ในผลงานที่เคยทำในเรื่อง succession planning ….. อ่านต่อ
ทิศกับคน ตุลาคม 13, 2010
Posted by jaor2 in Uncategorized.Tags: ทิศ, มนุษย์, มุมมอง, โลก, east, north, south, west
add a comment
วันนี้เห็นคนสะพายเป้ มีตัวอักษรเขียนว่า “north” ก็เลยนึกถึงความเหมายของคำนี้ขึ้นมา แล้วก็เลยคิดถึงทิศอื่นๆ ต่อไปด้วย คำว่า north ที่เห็นอาจเป็นชื่อเฉพาะของคน ของบริษัท ชื่อยี่ห้อกระเป๋า หรือชื่อกิจการอะไรก็ได้ สำหรับบางคน ทิศเหนืออาจเป็นคำกลางๆ บางคนอาจจะมองว่ามีความหมายเชิงบวก คงไม่มีใครรู้สึกติดลบกับคำๆ นี้
ทิศเหนือทำให้เรานึกถึงอะไร?
เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “true north” ทิศเหนือคือทิศที่เข็มทิศชี้ไป ควรจะเป็นขั้่วโลกเหนือ แต่บางครั้งเข็มทิศก็อาจถูกเบี่ยงเบนด้วยแม่เหล็ก หรือภูเขาที่เต็มไปด้วยสินแร่เหล็ก แต่ true north ไม่หวั่นไหวไปกับอิทธิพลของสิ่งต่างๆ มันคือทิศเหนือที่แท้จริง เหมือนผู้นำที่มีดีอยู่ภายใน เป็นของแท้เนื้อเดียวกันมาจากข้างใน ทิศเหนือ ดาวเหนือ ทำให้เรานึกถึงการนำทางที่ตรงไปตรงมา แท้จริง นึกถึง integrity นึกถึงความมุ่งมั่น นึกถึงความสัตย์ ความเชื่อถือได้ ความแน่วแน่ ใครอื่นจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับเรา อารมณ์มันคืออย่างนี้
คิดต่อไปถึงทิศอื่นๆ ทิศที่มาสู่ความคิดเราอย่างรวดเร็วคือทิศตะวันตก west อันที่่จริงในเราคิดถึง “go west” มีเพลงฝรั่งที่พูดถึง go west สำหรับเรา ภาพที่ยังจำติดตาคือถุงพลาสติกสีแดง โฆษณาบุหรี่ที่เขียนว่า “let’s go west” ซึ่งชาวเยอรมันตะวันออกได้รับแจกในวันเปิดกำแพง เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว คำว่าตะวันตก นอกจากที่เกี่่ยวกับกรุงเบอร์ลินแล้ว ที่ใช้กันเยอะๆ คือเกี่ยวกับอเมริกา การ “มุ่งตะวันตก” คือการบุกเบิกพื้นที่เพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม อันที่จริงสิ่งที่คล้ายกันระหว่าง go west ของเยอรมันก่อนรวมชาติ กับที่อเมริกา ก็คือ มันสื่อถึงชีวิตที่ดีกว่าเดิมในทางเศรษฐกิจ วัตถุ และเสรีภาพส่วนบุคคล ทุกวันนี้ ในทางการเมืองโลก ถ้าเราพูดถึงโลกตะวันตก ก็ดูจะสื่อเช่นนั้น ดังนั้น ถ้าจะคิดต่อไป ทิศตะวันตกก็คือชีวิตที่ practical มากขึ้น ปรับตัวมากขึ้น มุ่งปัจจัยภายนอกมากขึ้น อันอาจจะหมายรวมถึงการคิดค้นพัฒนาและ “ความก้าวหน้า”
แต่สำหรับในประเทศไทย คำว่า “ตะวันตก” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูเท่มากนักจนแย่งกันนำมาเป็นชื่อยี่ห้อหรือกิจการ เพราะในความคิดแบบไทยๆ ทิศตะวันตกอาจมีความหมายถึงความจบ ความสิ้นอยู่ด้วย
ต่อไปเราก็พาตัวเองให้นึกถึงทิศตะวันออก east เรานึกถึงอะไร เรานึกถึงคำว่า oriental โลกตะวันออก ในด้านหนึ่งนึกถึงพระอาทิตย์ – อาทิตย์อุทัย มันคือที่แรก ฝั่งแรกของความสว่าง มันคือสิ่งที่ีเกิดก่อน เรานึกถึงความรู้ ภูมิปัญญา ความหยั่งรู้ ความโบราณ ความสงบนิ่งเยือกเย็น คำว่าตะวันออกฟังดูไม่เท่ แต่ก็เหมือนทิศเหนือตรงที่ว่างอาจฟังดูเป็นกลาง หรืออาจมีความหมายในเชิงบวก แต่ไม่ลบ คำที่เท่คือคำว่า “บูรพา” (โปรดอย่านำไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางการทหาร) คำว่าบูรพาจะฟังดูเท่ ดูบวก แต่ไม่ให้ความรู้สึกถึงความนิ่ง ความหยั่งรู้ แบบเดียวกับคำว่า ตะวันออก
ทุกวันนี้ กิจการจำนวนมากตั้งชื่อตนโดยมีคำว่า east หรือคำว่าตะวันออกอยู่ในชื่อกิจการด้วย คงจะแสดงว่าเป็นกิจการที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศ แต่ ถ้าในระดับโลก ก็อาจหมายถึงตะวันออกไกล หรือเอเชียตะวันออก ซึ่งความคิดนี้ก็คือเรายอมรับแผนที่ฉบับที่มีญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์อยู่ฝั่งขวาสุดและอลาสก้าอยู่ฝั่งซ้ายสุดของแผนที่ มีขั้วโลกเหนืออยู่ด้านบน ขั่วโลกใต้อยู่ข้างล่าง เมื่อก่อน ความคิดนี้อาจไม่ได้มีอยู่ อาจมีเพียง “อาณาจักรกลาง” คือจีน กับประเทศอื่นๆ ซึ่งหากเราเลือกที่จะใช้คำว่ากลาง ก็บ่งเป็นนัยว่าจุดเริ่มต้นของวิธีคิดก็คือนับจากสิ่งที่เป็นศูนย์กลาง แล้วก็ไกล ออกไป ออกไป ออกไป จนถึงชายขอบสุด ทิศอาจไม่ได้มีความหมายมากนัก สิ่งที่มีความหมายน่าจะเป็นว่าอยู่ใกล้แกนกลาง หรืออยู่ห่างไกลโพ้น
ต่อมาทิศสุดท้าย เวลานึกถึง south ในวันนี้เรานึกถึงสิ่งหลายสิ่ง ภาพหลายภาพ ความรู้สึกหลายความรู้สึกจนไม่ชัดเจนเหมือนทิศต้นๆ ที่กล่าวไป ที่โดนจังๆ ที่สุดน่าจะเป็นคำว่า south ในทางการเมืองระหว่างประเทศที่เคยพูดกันถึง north-south คือการแบ่งแยกโลกเป็นพวกที่มีกับพวกที่ไม่มี คนรวยกับคนจน ถ้าเป็นบริบทเกี่ยวกับอเมริกา เวลาพูดถึงภาคใต้ คนใต้ เรานึกถึงชนบท ภาคการเกษตร ภาษาแปร่งๆ ฟังยาก ในแง่หนึ่งก็อาจจะคล้ายๆ กับความคิด north-south ที่ว่า คือเขตคนรวยเขตอุตสาหกรรม กับภาคคนจน ที่ทำงานกับผืนดิน แต่คำว่าใต้ในความรู้สึกของเรายังให้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง ในฐานะที่อยู่ใกล้ๆ ขั้วโลกใต้มาสองสามปี ขั้วโลกใต้ คือสิ่งที่มหัศจรรย์และกำความลี้ลับน่าสนใจที่ยังรอการพิสูจน์ ไว้มากกว่าขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้คือที่ๆ แผ่นโอโซนเป็นรู และแสงแดดที่ทะลุมาทำให้แสบร้อน โลกฝั่งใต้คือโลกที่แดดแจ๋วันคริสต์มาสและหิมะตกกลางเดือนกรกฎาคม คือที่อยู่ของนกเพนกวิน และสิ่งมีชีวิตประหลาดน่ารักอีกจำนวนมาก คนจำนวนมากในโลกใช้ชีวิตอยู่ตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตร โลกครึ่งใต้คืออะไรอีกอย่างที่ไม่ใช่กระแสหลัก โลกที่แปลกออกไป กลับหัว ให้ความรู้สึกอินดี้ โลกที่ไม่ได้มาพร้อมกับกฎระเบียบ แต่เป็นโลกที่มนุษย์มีความสุขอยู่กับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
สรุปแล้วก็ไม่มีหลักการอะไรหรอก เป็นแค่ความรู้สึกของเรา ณ วันนี้เท่านั้นเอง










